Incentive Vietnam
ภาพปกบทความการวางโรงแรม รถรับส่ง และเวลาหน้างานสำหรับพาทีมบริษัทไปงานที่ SECC

พาทีมไปงานที่ SECC ต้องวางโรงแรม รถ และเวลาหน้างานอย่างไร

25 กรกฎาคม 2569 6 นาทีอ่านคู่มือจัดทริปองค์กร

ถ้าจะพาทีมไปงาน SECC เวียดนาม ให้เริ่มจากเวลาที่ทุกคนต้องพร้อม “ภายในฮอลล์” แล้ววางแผนย้อนกลับไปถึงโรงแรม ไม่ใช่เริ่มจากเวลารถออกเพียงอย่างเดียว แผนที่ใช้งานได้จริงต้องล็อกชื่ออีเวนต์ ฮอลล์ ประเภทผู้เข้าร่วม จุดลงรถ จุดนัดพบ และผู้ตัดสินใจเมื่อแผนเปลี่ยน

สิ่งที่ทำให้กรุ๊ปสะดุดมักไม่ใช่ระยะทาง แต่เป็นรายละเอียดต่อเนื่อง เช่น บางคนยังไม่ได้รับ badge รถมาถึงพร้อมกันแต่จุดลงรถรับได้ทีละคัน ทีมออกบูธมีอุปกรณ์มากกว่าทีมไปชมงาน หรือทุกคนแยกเดินแล้วไม่รู้จุดนัดกลับ บทความนี้จึงใช้กรอบเดียวกันตั้งแต่เลือกโรงแรม วางรถ ไปจนถึง run sheet หน้างาน

พาทีมไปงานที่ SECC ต้องเริ่มวางแผนจากอะไร?

เริ่มจากแยกคนตามหน้าที่และเวลาที่ต้องเข้าพื้นที่ เพราะ “ทีมไปงานเดียวกัน” อาจมี flow ไม่เหมือนกันเลย ทีมออกบูธต้องถึงก่อนเพื่อเตรียมอุปกรณ์ ส่วนผู้บริหารหรือ visitor อาจต้องการเข้าตรงช่วงประชุมสำคัญและกลับเร็วกว่ากลุ่มหลัก

SECC ระบุที่อยู่ปัจจุบันที่ 799 Nguyễn Văn Linh, Ho Chi Minh City ใน หน้าติดต่อทางการของ SECC แต่ที่อยู่เพียงอย่างเดียวไม่พอสำหรับออก run sheet ต้องตรวจชื่อฮอลล์ ทางเข้า และช่วงเปิดรับผู้ร่วมงานจากผู้จัดอีเวนต์นั้นอีกครั้ง

แยก exhibitor, visitor และ VIP ก่อนจัดรถ

  • Exhibitor: มีอุปกรณ์ เอกสาร หรือสินค้าตัวอย่าง ต้องรู้เวลาที่อนุญาตให้เข้าจัดพื้นที่และช่องทางรับของ
  • Visitor: เน้น badge, agenda, จุดนัดพบ และเวลารถกลับ ควรลดขั้นตอนที่ไม่เกี่ยวกับการเข้าชมงาน
  • VIP หรือผู้บริหาร: อาจมีนัดเฉพาะช่วง ต้องมีรถหรือแผนกลับที่ไม่ผูกกับคนทั้งกรุ๊ป
  • Staff หน้างาน: ต้องถึงก่อนกลุ่มหลักเพื่อยืนยันจุดลงรถ สำรวจทางเข้า และตั้งช่องทางสื่อสาร

ถ้าคนหนึ่งทำหลายบทบาท ให้ใช้บทบาทที่มีข้อจำกัดมากที่สุดเป็นตัวตั้ง ตัวอย่างเช่น ผู้บริหารที่เป็น speaker ต้องวางตามเวลา speaker check-in ไม่ใช่เวลาที่ visitor ทั่วไปเข้าฮอลล์

ล็อก “เวลาพร้อมใช้งาน” แทนการล็อกแค่เวลาถึง

คำว่า “ถึง SECC 08:30” ยังตีความได้หลายแบบ ควรเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่วัดได้ เช่น “ผู้เข้าร่วมผ่านจุดตรวจและอยู่ที่จุดนัดภายใน 08:30” จากนั้นจึงเผื่อเวลาลงรถ รวมกลุ่ม แจกเอกสาร ตรวจ badge และเดินไปฮอลล์

แนวคิดนี้ช่วยให้ HR เห็นทันทีว่าต้องขยับเวลาอาหารเช้า wake-up call และรถออกจากโรงแรมเมื่อใด โดยไม่ต้องพึ่งตัวเลขเวลาเดินทางแบบตายตัวที่อาจใช้ไม่ได้ในวันจริง

ทำ one-page operations brief ให้ทุกฝ่ายใช้ฉบับเดียว

หน้าเดียวควรมีชื่ออีเวนต์ วันที่ ฮอลล์ รายชื่อหัวหน้ากลุ่ม หมายเลขรถ จุดขึ้น-ลง จุดนัดพบ เวลากลับ และเบอร์ติดต่อฉุกเฉิน แยกข้อมูล “ยืนยันแล้ว” ออกจาก “รอยืนยัน” ชัดเจน เพื่อไม่ให้ staff หยิบข้อมูลคนละเวอร์ชัน

ถ้าต้องการคนช่วยประสาน venue, ที่พัก, ระบบประชุม และการเดินทางร่วมกัน สามารถดูขอบเขตงานที่ อ่านบริการ Conference & Seminar สำหรับเวียดนาม ก่อนทำ brief ให้ supplier แต่รายละเอียดของอีเวนต์ยังต้องอิงเอกสารล่าสุดจากผู้จัดงานเสมอ

คอลลาจสถานที่ในโฮจิมินห์ซิตี้ ประกอบด้วยวิวเมือง ห้องพักโรงแรม และพื้นที่งานประชุม
คอลลาจสถานที่ในโฮจิมินห์ซิตี้ ประกอบด้วยวิวเมือง ห้องพักโรงแรม และพื้นที่งานประชุม

ควรเลือกโรงแรมสำหรับทีมไป SECC อย่างไร?

เลือกโรงแรมจากความเหมาะสมต่อการปฏิบัติงาน ไม่ใช่ดูเส้นตรงบนแผนที่หรือระดับดาวอย่างเดียว โรงแรมที่เหมาะควรจัดอาหารเช้าได้ทันเวลา มีพื้นที่รวมกลุ่ม มีจุดขึ้นรถที่ไม่กีดขวาง และรองรับการเก็บเอกสารหรืออุปกรณ์ของทีมได้ตามที่ตกลง

ทดสอบเส้นทางในช่วงเวลาเดียวกับวันงาน

ก่อนยืนยันโรงแรม ให้ตรวจ route จากโรงแรมไปที่อยู่ SECC ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับวันที่จะเดินทาง และทำซ้ำก่อนวันงาน เพราะสภาพการจราจร งานก่อสร้าง หรือการปิดเส้นทางอาจเปลี่ยนได้ อย่าเขียนระยะเวลาเดินทางเป็นตัวเลขเดียวใน run sheet ให้ใช้เวลาที่ตรวจล่าสุดพร้อม buffer แยกต่างหาก

วิธีเทียบโรงแรมที่อ่านง่ายคือทำ 3 คอลัมน์: เวลาที่คาดจากการตรวจล่าสุด, เงื่อนไขจุดขึ้นรถ, และผลกระทบถ้าต้องออกเช้า โรงแรมที่ดูใกล้อาจไม่เหมาะ ถ้ารถโค้ชจอดรอไม่ได้หรืออาหารเช้าเปิดไม่ทันทีม exhibitor

เช็ก coach access และพื้นที่รวมกลุ่ม

ขอคำตอบจากโรงแรมเป็นลายลักษณ์อักษรว่าใช้รถขนาดใดเข้าจุดรับได้ รถรอได้หรือไม่ จุดขึ้นรถมีหลังคาหรือไม่ และมีเส้นทางสำรองเมื่อหน้าโรงแรมติดขัด ถ้าต้องใช้หลายคัน ให้กำหนดลำดับคันและพื้นที่รอของผู้โดยสาร ไม่ให้ทุกคนยืนรวมบนทางเข้า

พื้นที่รวมกลุ่มควรมีชื่อเรียกที่สื่อสารได้ตรงกัน เช่น “Lobby Zone B ข้างเคาน์เตอร์ทัวร์” ไม่ใช้คำว่า “หน้าล็อบบี้” อย่างเดียว ภาพจุดนัดและ pin location ควรส่งในกลุ่มก่อนคืนวันงาน

แยกห้องเก็บอุปกรณ์และความต้องการของ VIP

ทีมออกบูธอาจมี brochure, ของตัวอย่าง, ป้าย หรือกระเป๋าอุปกรณ์ ถ้าต้องเก็บรวม ควรตกลงพื้นที่รับฝาก ผู้มีสิทธิ์เข้าถึง และเวลาเบิกของกับโรงแรมล่วงหน้า ส่วน VIP ควรยืนยัน rooming, wake-up, breakfast และรถแยกตามความจำเป็น ไม่ควรทำให้แผนของทั้งกรุ๊ปชะงักเพราะคำขอเฉพาะคน

รถรับส่งไป SECC ควรวางแบบคันเดียวหรือ coach wave?

ถ้ากลุ่มมีเวลาเข้าฮอลล์ต่างกัน ให้ใช้ coach wave แทนการบังคับทุกคนออกพร้อมกัน รถคันเดียวเหมาะเมื่อบทบาท เวลาพร้อม และเวลาจบงานใกล้กันจริง ส่วนกรุ๊ป exhibitor, visitor และ VIP ที่มีนัดต่างกันควรมีทางเลือกแยก

กำหนด wave จากหน้าที่ ไม่ใช่จากตำแหน่งงาน

ตัวอย่างโครงสร้างที่นำไปปรับได้:

  1. Wave A — advance staff และ exhibitor: ออกจากโรงแรมก่อนเพื่อสำรวจจุดลงรถ ยืนยันทางเข้า และเตรียมพื้นที่
  2. Wave B — visitor กลุ่มหลัก: ออกตามเวลาที่คำนวณย้อนจากเวลาพร้อมในฮอลล์
  3. Wave C — VIP หรือผู้มีนัดเฉพาะ: ใช้รถที่ปรับเวลารับกลับได้ โดยไม่ทำให้ Wave B ต้องรอ

ชื่อบุคคลต้องอยู่ใน passenger list ของ wave เดียว ไม่ควรส่งเพียงรายชื่อรวมทั้งบริษัท เพราะหัวหน้ารถจะตรวจคนขึ้นไม่ได้เมื่อมีการสลับคัน

จุดลงรถกับจุดรับกลับอาจไม่ใช่จุดเดียวกัน

ก่อนวันงาน ให้ supplier หรือ advance staff ยืนยันจุด drop-off, จุดจอดรอ และ pick-up ล่าสุด พร้อมภาพถ่ายหรือ pin location ถ้ารถไม่สามารถรอที่หน้า venue ต้องระบุเวลาที่คนขับจะกลับมารับและช่องทางแจ้งเมื่อกลุ่มพร้อมก่อนหรือช้ากว่าแผน

หน้า Event Calendar ทางการของ SECC แสดงฮอลล์และเวลาแตกต่างกันตามแต่ละงาน จึงไม่ควรนำจุดนัดหรือเวลาเปิดจากงานอื่นมาใช้แทน ควรตรวจ event page และเอกสารผู้จัดงานของวันที่บริษัทจะเข้าร่วม

รถต้องผูกกับหัวหน้าคันและแผนติดต่อ

รถทุกคันควรมีหมายเลขคัน ชื่อคนขับ ทะเบียนรถ หัวหน้าคัน และรายชื่อผู้โดยสารฉบับล่าสุด หัวหน้าคันรับผิดชอบ headcount ก่อนออกจากโรงแรมและก่อนกลับ ไม่ปล่อยให้หน้าที่นี้กระจายอยู่กับหลายคน

ถ้าสื่อสารข้ามภาษา ให้เตรียมข้อความสั้นสองภาษา เช่น “รอที่จุดเดิม”, “ย้ายไปจุดสำรอง”, “ผู้โดยสารครบแล้ว” และให้ staff เพียงคนเดียวเป็นผู้เปลี่ยนคำสั่งรถ ป้องกันคนขับได้รับคำสั่งขัดกัน

ภาพบรรยากาศการจัดรถรับส่งสำหรับกรุ๊ปบริษัทในเมืองโฮจิมินห์ก่อนเดินทางไปพื้นที่จัดงาน
ภาพบรรยากาศการจัดรถรับส่งสำหรับกรุ๊ปบริษัทในเมืองโฮจิมินห์ก่อนเดินทางไปพื้นที่จัดงาน

Run sheet วันไปงาน SECC ควรมีช่วงเวลาอะไรบ้าง?

Run sheet ควรไล่ตั้งแต่ก่อนอาหารเช้าจนถึงหลังส่งคนกลับโรงแรม และทุกช่วงต้องมี owner, จุดนัด, เกณฑ์พร้อม และแผนสำรอง เวลาจริงให้ใส่หลังยืนยัน agenda, hall, badge rule และเส้นทางล่าสุดแล้ว ไม่ควรคัดตัวเลขตัวอย่างไปใช้ทันที

ช่วงงาน Transport Staff / Owner จุดนัดพบและเกณฑ์พร้อม สิ่งที่ต้องยืนยันใหม่
คืนก่อนวันงาน ยืนยันหมายเลขรถ คนขับ ทะเบียน และลำดับคัน Operations lead ส่งภาพจุดขึ้นรถและ passenger list ฉบับสุดท้าย route, สภาพอากาศ, ประกาศผู้จัดงาน
ก่อนอาหารเช้า รถและคนขับ standby ตามเวลานัด Hotel lead ตรวจ wake-up, กล่องอุปกรณ์ และผู้มีคำขอพิเศษ อาหารเช้าเปิดตามเวลา, early meal ที่ตกลง
รวมตัวก่อนขึ้นรถ แยกแถวตาม Wave A/B/C หัวหน้าคัน headcount ครบ, badge/เอกสารพร้อม, กระเป๋าถูกคัน ผู้ขาดนัดและผู้เปลี่ยน wave
รถออกจากโรงแรม ปล่อยรถตามลำดับ ไม่ออกพร้อมกันถ้าจุดลงรถจำกัด Transport lead แจ้งเวลาออกจริงในช่องทางกลาง เส้นทางและจุดลงรถล่าสุด
ถึงพื้นที่งาน drop-off แล้วรถไปจุดรอหรือออกจากพื้นที่ตามแผน Advance staff + หัวหน้าคัน รวมกลุ่มที่จุดนัดก่อนพาเข้าฮอลล์ ทางเข้า จุดตรวจ และการเปลี่ยนฮอลล์
ลงทะเบียน / รับ badge รถไม่จำเป็นต้องรอ ถ้าได้ยืนยันแผนรับกลับแล้ว Registration lead แยกเคสพร้อม, เอกสารไม่ครบ และต้องแก้ชื่อ หลักฐานที่ผู้จัดงานยอมรับและเวลาปิดเคาน์เตอร์
ช่วงเข้าชมงาน เตรียมรถสำหรับ VIP หรือเหตุจำเป็นตาม scope Floor lead กำหนด check-in time ระหว่างวันและจุด regroup agenda เปลี่ยน, นัด business matching
พักกลางวัน ตัดสินใจอยู่ในพื้นที่หรือออกไปร้านตามแผน Meal lead รู้จำนวนคน dietary request และเวลาต้องกลับ คิวร้าน, meal voucher, re-entry rule
ก่อนรถรับกลับ เรียกรถกลับตาม lead time ที่ตกลง Transport lead headcount แยกตามคันและรายชื่อผู้กลับเอง pick-up point, เวลาปิดงาน, การจราจรล่าสุด
ถึงโรงแรม ตรวจของตกค้างและยืนยันงานรถวันถัดไป Hotel lead ปิดรายชื่อผู้ถึงโรงแรมและแจ้งกิจกรรมต่อไป เวลาอาหารเย็นและการเปลี่ยนแผนวันถัดไป

ใส่ decision time ไม่ใช่มีแต่ activity time

Run sheet ที่ดีต้องบอกว่าเมื่อใดต้องตัดสินใจใช้แผนสำรอง เช่น ถ้ารถยังไม่ถึงจุดรับภายในเวลาที่กำหนด ใครมีสิทธิ์เรียกรถสำรอง หรือถ้าผู้ร่วมงานหา badge ไม่พบ ใครพาไปแก้และใครนำกลุ่มหลักเดินต่อ วิธีนี้ช่วยไม่ให้ทุกคนยืนรอคำตอบจากคนเดียว

เก็บ actual time เพื่อปรับวันถัดไป

บันทึกเวลาออกจริง ถึงจริง ผ่านจุดตรวจจริง และรวมคนครบจริงโดยไม่ต้องใส่รายละเอียดเกินจำเป็น ข้อมูลนี้ช่วยปรับ buffer ของวันที่สองได้แม่นกว่าการยึดแผนเดิมทั้งที่เห็นแล้วว่า flow เปลี่ยน

Badge อุปกรณ์ และการเข้าฮอลล์ต้องเช็กอะไร?

ให้ยึดเอกสารของผู้จัดอีเวนต์เป็นหลัก เพราะ badge, หลักฐานยืนยันตัวตน, เวลาเปิดเคาน์เตอร์, re-entry และการนำอุปกรณ์เข้าพื้นที่อาจต่างกันตามงาน หน้า SECC ทางการมี event calendar และช่องทางติดต่อ venue แต่ไม่ได้ทำให้กฎของทุกงานเหมือนกัน

ทำ badge tracker ก่อนเดินทาง

แยกสถานะอย่างน้อย 4 แบบ: ลงทะเบียนเสร็จแล้ว, รออนุมัติ, ต้องรับหน้างาน และข้อมูลไม่ครบ ระบุชื่อภาษาอังกฤษ บริษัท อีเมลที่ใช้สมัคร QR หรือ confirmation และผู้รับผิดชอบแก้ไข หลีกเลี่ยงการส่งข้อมูลส่วนบุคคลทั้งชุดในกลุ่มแชตที่ไม่จำเป็น

ก่อนออกจากโรงแรม หัวหน้าคันตรวจเพียงสถานะว่า “พร้อม” หรือ “ต้องเข้าช่องช่วยเหลือ” ไม่ควรเริ่มค้นอีเมลสมัครงานทีละคนที่หน้า venue

แยกสัมภาระส่วนตัวกับอุปกรณ์งาน

ติดป้ายกล่องด้วยชื่อบริษัท ผู้รับผิดชอบ ปลายทาง และหมายเลขโทรศัพท์ แยกรายการที่ต้องถือขึ้นรถ รายการฝากท้ายรถ และรายการที่ supplier ส่งตรง ห้ามสมมติว่าสินค้าตัวอย่างหรืออุปกรณ์ทุกชนิดนำเข้างานได้ ควรยืนยันข้อกำหนดกับผู้จัดงานและผู้ให้บริการขนส่งก่อน

ตั้งจุด help desk แบบเคลื่อนที่

ไม่จำเป็นต้องมีโต๊ะจริง แต่ต้องมี staff ที่หาได้ง่าย มีป้ายหรือ dress code จำแนก ช่องทางติดต่อกลาง และชุดข้อมูลที่ตอบคำถามซ้ำได้ เช่น map, hall, agenda, meeting point, เวลารถกลับ และ emergency contact ถ้า staff เปลี่ยนกะ ต้องมี handover สั้น ๆ ไม่ส่งต่อจากความจำ

คอลลาจบรรยากาศผู้ร่วมทริปองค์กรตั้งแต่เช็กอินโรงแรม รับคำแนะนำจากหัวหน้ากรุ๊ป และสร้างสัมพันธ์ระหว่างงาน
คอลลาจบรรยากาศผู้ร่วมทริปองค์กรตั้งแต่เช็กอินโรงแรม รับคำแนะนำจากหัวหน้ากรุ๊ป และสร้างสัมพันธ์ระหว่างงาน

มื้ออาหารและเวลาว่างควรวางอย่างไรไม่ให้ทีมหลุด?

วางอาหารจากเวลาที่คนต้องกลับเข้าฮอลล์ ไม่ใช่ดูเฉพาะเวลาพักบน agenda ถ้ากลุ่มออกไปกินข้างนอก ต้องนับเวลารวมคน เดินทาง รออาหาร ชำระเงิน และผ่านขั้นตอนกลับเข้างานด้วย ทางเลือกที่ง่ายกว่าคือแยก meal plan ตามบทบาท

ทีม exhibitor กับ visitor ไม่ควรใช้ meal flow เดียวกันเสมอ

Exhibitor อาจผลัดกันพักและต้องมีอาหารที่รับได้เร็ว ขณะที่ visitor อาจนัดรับประทานพร้อมกันได้ ถ้ามี VIP meeting ให้ล็อกโต๊ะและเวลาจบ ไม่วางมื้อกลางวันจนชนเวลานัดสำคัญ

ระบุ dietary request จากรายชื่อจริงและส่งให้ร้านหรือผู้จัดเลี้ยงตาม deadline ที่ตกลง คำว่า “อาหารทั่วไป” ไม่พอสำหรับผู้แพ้อาหาร ผู้กินมังสวิรัติ หรือผู้มีข้อจำกัดทางศาสนา

Free time ต้องมีขอบเขตและ checkpoint

ถ้าเปิดให้ผู้ร่วมทริปเดินชมงานอิสระ ให้กำหนดพื้นที่ เวลา checkpoint และจุดกลับมารวม ไม่ควรบอกเพียง “เจอกันตอนเย็น” เพราะฮอลล์อาจใหญ่และแต่ละคนออกคนละทาง กำหนดด้วยว่าผู้ที่กลับเองต้องแจ้งใครก่อนออกจาก passenger list

เตรียมแผนสำหรับคนกลับก่อน

ผู้บริหาร ผู้ไม่สบาย หรือผู้มีนัดออนไลน์อาจต้องกลับโรงแรมก่อน ควรระบุว่ามีรถ standby หรือใช้การเดินทางรูปแบบใด ใครอนุมัติ และใครยืนยันว่าบุคคลนั้นถึงจุดหมายแล้ว โดยไม่รับปาก availability หากยังไม่ได้ตกลงกับ supplier

Emergency contact และแผนสำรองควรจัดอย่างไร?

ใช้ contact tree สั้น ๆ ที่ทุกคนเข้าใจ: ผู้ร่วมทริปติดต่อหัวหน้าคันหรือ staff ประจำโซน จากนั้น operations lead เป็นคนประสานรถ โรงแรม ผู้จัดงาน หรือความช่วยเหลือที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรแจกเบอร์ supplier ทุกคนแล้วปล่อยให้หลายคนโทรสั่งงานพร้อมกัน

แยกเหตุการณ์ตามผู้รับผิดชอบ

  • รถล่าช้าหรือหาจุดรับไม่พบ: Transport lead
  • badge หรือทางเข้ามีปัญหา: Registration lead
  • เจ็บป่วยหรือเหตุฉุกเฉินส่วนบุคคล: Safety lead ตามแผนของบริษัท
  • อุปกรณ์สูญหายหรือส่งผิดจุด: Exhibitor lead
  • agenda หรือ hall เปลี่ยน: Floor lead ตรวจประกาศผู้จัดงานแล้วแจ้งช่องทางกลาง

ทุกเหตุการณ์ควรมี log เวลา ข้อเท็จจริง การตัดสินใจ และผู้รับผิดชอบ โดยไม่บันทึกข้อมูลสุขภาพหรือข้อมูลส่วนบุคคลเกินความจำเป็น

เตรียมช่องทางสื่อสารสำรอง

นอกจากกลุ่มแชตหลัก ให้มีเบอร์โทรของหัวหน้าคันและ operations lead ในไฟล์ที่เปิดแบบ offline ได้ ทำข้อความประกาศสั้นไว้ล่วงหน้า เช่น เปลี่ยนจุดนัด เลื่อนเวลารถ หรือให้กลับโรงแรมเป็นรายคัน เพื่อให้สื่อสารเร็วและไม่สร้างข้อความหลายเวอร์ชัน

ปิดวันด้วยการ debrief 10 นาที

หลังส่งคนถึงโรงแรม ให้หัวหน้าฝ่ายรายงานเฉพาะสิ่งที่กระทบวันถัดไป: เวลาจริง จุดลงรถที่ใช้ได้ badge ค้าง อุปกรณ์ที่ต้องเติม และรายชื่อผู้เปลี่ยนแผน แล้วออก operations brief revision ใหม่ ระบุเวลาอัปเดตชัดเจน

HR ต้องส่งข้อมูลอะไรให้ supplier ก่อนขอราคา?

ส่ง brief ที่ทำให้ทุก supplier คิดจากจำนวนคน บทบาท และช่วงเวลาชุดเดียวกัน มิฉะนั้นราคาโรงแรม รถ และ staff จะดูต่างกันโดยไม่รู้ว่าเกิดจากค่าบริการหรือเกิดจาก scope คนละแบบ ข้อมูลที่ยังไม่ยืนยันให้ติดสถานะและกำหนดวันปิดคำตอบ ไม่ควรเว้นช่องว่างแล้วให้แต่ละเจ้าตีความเอง

ข้อมูลกรุ๊ปต้องแยกมากกว่าจำนวนรวม

ระบุจำนวนรวม พร้อมจำนวน exhibitor, visitor, VIP, staff และผู้ที่มีความต้องการด้านการเคลื่อนไหวหรืออาหาร แยกผู้ถืออุปกรณ์ ผู้ต้องเข้าก่อน และผู้มีแนวโน้มกลับก่อน ถ้ายังไม่มีรายชื่อจริง ให้ใช้จำนวนวางแผนและระบุวันที่ rooming list กับ passenger list จะปิด

supplier ต้องรู้ด้วยว่าบริษัทต้องการหัวหน้ารถกี่คัน staff ประจำฮอลล์หรือไม่ และใครเป็นผู้ประสานงานหลักจากฝั่งไทย คำว่า “ทีมดูแลหน้างาน” ควรแตกเป็นจำนวนคน เวลาเริ่ม-จบ และจุดที่แต่ละคนประจำอยู่

ข้อมูลงานต้องแนบเอกสาร revision ล่าสุด

แนบ event name, วันที่, hall, visitor hours, exhibitor access time, agenda, badge instruction, loading rule และจุดติดต่อผู้จัดงานเท่าที่มี ใส่ชื่อไฟล์หรือวันที่อัปเดตไว้ใน brief เพื่อให้ตรวจได้ว่าทุกฝ่ายใช้ revision เดียวกัน

ถ้าข้อมูลจากผู้จัดงานเปลี่ยน ให้ส่ง change note ว่าอะไรเปลี่ยน กระทบรถ ห้อง อาหาร หรือ staff อย่างไร และต้องอนุมัติค่าใช้จ่ายเพิ่มหรือไม่ การส่งไฟล์ใหม่โดยไม่บอกความต่างทำให้คนหน้างานยังเปิดฉบับเก่าได้

ขอบเขตโรงแรม รถ และอาหารต้องมีสมมติฐานเดียวกัน

ฝั่งโรงแรมควรระบุจำนวนห้อง ประเภทห้อง วันที่เข้า-ออก เวลาอาหารเช้าที่ต้องการ พื้นที่รวมกลุ่ม ห้องเก็บของ และ coach access ฝั่งรถควรระบุจำนวนคนต่อ wave จำนวนสัมภาระ ช่วง standby จุดรับ-ส่ง และเที่ยวกลับ ส่วนอาหารควรระบุมื้อ รูปแบบบริการ dietary request และเวลาที่ต้องจบมื้อ

ขอให้ supplier แยก confirmed, allowance, optional และ excluded ในใบเสนอราคา รายการที่ยังเป็น allowance ต้องมีหน่วยคำนวณ เช่น ต่อคัน ต่อชั่วโมง ต่อคน หรือต่อมื้อ เพื่อให้จัดซื้อประเมินผลกระทบเมื่อจำนวนคนเปลี่ยน

Change control ต้องตอบว่าใครสั่งและใครจ่าย

กำหนดผู้มีสิทธิ์เพิ่มรถ ยืด overtime เปลี่ยนร้าน หรือเรียก staff เสริม พร้อมวงเงินที่ตัดสินใจหน้างานได้ ถ้าเกินวงเงินต้องติดต่อใครและเก็บหลักฐานแบบใด วิธีนี้ช่วยให้ทีมแก้ปัญหาได้เร็วโดยไม่เปิดช่องให้คำสั่งปากเปล่าหลายชุด

ก่อนเซ็นควรถาม cancellation, no-show, overtime, จำนวนคนสุดท้าย และ deadline เปลี่ยนชื่อเป็นข้อ ๆ แต่ใช้เงื่อนไขที่ supplier เสนอจริง ไม่ควรสมมติว่านโยบายของโรงแรม รถ และผู้จัดงานเหมือนกัน

ขอไฟล์ส่งมอบที่ทีมหน้างานเปิดใช้ได้ทันที

ก่อนเดินทางควรได้รับ rooming list, passenger list แยกคัน, badge tracker, run sheet, contact tree, meal list และรายการอุปกรณ์ในรูปแบบที่เจ้าของแต่ละส่วนแก้ไขได้ กำหนดไฟล์หลักเพียงชุดเดียว พร้อมเวลาอัปเดตและผู้อนุมัติ revision ล่าสุด

ถ้ามีเอกสารหลายภาษา ให้ตรวจว่าชื่อคน สถานที่ เวลา และหมายเลขรถตรงกันทุกฉบับ ส่วนเอกสารสำหรับผู้ร่วมทริปควรตัดข้อมูลภายในที่ไม่จำเป็นออก เหลือเฉพาะเวลานัด จุดนัด dress code สิ่งที่ต้องนำมา และเบอร์ติดต่อเมื่อหลงกลุ่ม

เก็บสำเนา offline ไว้กับ operations lead และหัวหน้าคันอย่างน้อยหนึ่งคน เผื่อสัญญาณโทรศัพท์หรือการเข้าถึงไฟล์กลางมีปัญหาระหว่างเคลื่อนย้ายกลุ่ม โดยต้องเปิดอ่านได้โดยไม่ต้องล็อกอินใหม่

ควรตรวจแผนอีกครั้งเมื่อใดก่อนวันงาน?

ใช้จุดตรวจ 3 ระยะ: ก่อนเดินทาง 72 ชั่วโมง, คืนก่อนงาน และก่อนรถออก 2 ชั่วโมง แต่ละจุดตรวจมีเป้าหมายต่างกัน ระยะแรกปิดข้อมูล supplier ระยะที่สองรับการเปลี่ยนล่าสุด ส่วนระยะสุดท้ายตรวจเฉพาะความพร้อมปฏิบัติงาน ไม่ควรรื้อแผนทั้งหมดโดยไม่มีเหตุจำเป็น

72 ชั่วโมงก่อนงาน: ปิดรายชื่อและ scope

  • เทียบ passenger list, rooming list และ badge tracker ว่าเป็นคนชุดเดียวกัน
  • ยืนยันหมายเลขรถ ชนิดรถ พื้นที่สัมภาระ หัวหน้าคัน และช่วง standby
  • ตรวจ event page, agenda, hall, opening hours และประกาศจากผู้จัดงาน
  • ยืนยันอาหารเช้า packed meal มื้อกลางวัน และ dietary request
  • ปิดรายการอุปกรณ์ ผู้ถือกล่อง และวิธีรับคืนหลังงาน
  • ส่ง contact tree และ authority matrix ให้ staff ทุกฝ่าย

รายการใดไม่จบในระยะนี้ต้องมี owner กับ deadline ห้ามใช้คำว่า “เช็กหน้างาน” โดยไม่ระบุว่าที่จุดใด กับใคร และถ้าไม่ผ่านจะใช้แผนอะไร

คืนก่อนงาน: ตรวจสิ่งที่เปลี่ยนเร็ว

ตรวจ route และสภาพอากาศล่าสุด ยืนยันจุดจอดกับคนขับ ส่งหมายเลขรถกับภาพจุดนัดให้ผู้ร่วมทริป และประกาศเวลารวมตัวเพียงเวอร์ชันเดียว ให้หัวหน้าคันตอบรับว่าเห็นรายชื่อแล้ว และให้ registration lead รายงานเฉพาะ badge ที่ยังมีปัญหา

จัดเอกสารกับอุปกรณ์แยกตาม wave ตั้งป้ายที่กล่องและเตรียมสำเนา offline ของ run sheet อย่ารอแจกหน้ารถ เพราะเวลารวมตัวควรใช้ตรวจคน ไม่ใช่เริ่มจัดเอกสารใหม่

2 ชั่วโมงก่อนรถออก: ใช้ go/no-go checklist

ตรวจว่ารถ คนขับ staff รายชื่อ badge tracker อุปกรณ์ และจุดลงรถพร้อมใช้งาน ถ้ารายการสำคัญไม่พร้อม operations lead ต้องเลือกแผนสำรองและแจ้งผล ไม่ควรรอจนผู้โดยสารขึ้นรถแล้วค่อยตัดสินใจ

ตัวอย่าง no-go ที่ควรแก้ก่อนออก ได้แก่ ไม่มีคนขับติดต่อได้ ไม่ทราบ hall หรือทางเข้า อุปกรณ์สำคัญไม่อยู่กับผู้รับผิดชอบ และไม่มีรายชื่อผู้โดยสารแยกคัน ส่วนปัญหา badge รายบุคคลอาจเดินทางได้ ถ้ามี registration lead กับวิธีแก้ที่ยืนยันแล้ว

จะนำแผน SECC ไปผูกกับทริปโฮจิมินห์อย่างไร?

ให้ถือวันงานเป็น fixed block ก่อน แล้ววางเที่ยวบิน ที่พัก ดินเนอร์ และกิจกรรมรอบ block นั้น โปรแกรมท่องเที่ยวไม่ควรบีบ buffer ของงานแสดงสินค้า โดยเฉพาะคืนก่อนวันงานและช่วงหลังปิดงานที่เวลาอาจเลื่อน

ถ้าต้องการเห็นโครงทริปที่อยู่เมืองเดียวเป็นฐาน ลอง ดูโปรแกรมโฮจิมินห์ 3 วัน 2 คืน แล้วปรับหนึ่งวันให้เป็น exhibition day ตาม agenda จริง สิ่งที่ควรส่งให้ผู้วางแผนตั้งแต่รอบแรกคือจำนวนคน แยกบทบาท วันเวลาอีเวนต์ ฮอลล์ เที่ยวบิน ระดับโรงแรม จำนวนรถ อุปกรณ์ และมื้ออาหาร

เมื่อข้อมูลหลักพร้อมแล้ว สามารถ ส่ง Brief ให้ทีมวางแผน เพื่อเทียบทางเลือกโรงแรม รถ และ staff ได้จาก scope เดียวกัน จุดสำคัญคือให้ทุกข้อเสนอใช้ event document revision เดียวกัน มิฉะนั้นราคาและจำนวนคนดูแลจะเทียบกันไม่ได้

คำถามที่พบบ่อย

ควรพักโรงแรมใกล้ SECC ที่สุดเสมอหรือไม่?

ไม่จำเป็น ควรเทียบเวลาเดินทางที่ตรวจในช่วงใช้งานจริง จุดขึ้นรถ อาหารเช้า พื้นที่รวมกลุ่ม และการเก็บอุปกรณ์ร่วมกัน โรงแรมที่อยู่ใกล้บนแผนที่อาจจัด coach flow ของกรุ๊ปได้ยากกว่าอีกตัวเลือก

ควรเผื่อเวลาเดินทางไป SECC กี่นาที?

ไม่ควรใช้ตัวเลขกลางตัวเดียวสำหรับทุกวัน ให้ตรวจ route ล่าสุดในช่วงเวลาเดียวกับงาน แล้วเพิ่มเวลาสำหรับรวมคน ขึ้นรถ drop-off จุดตรวจ badge และเดินไปฮอลล์ จากนั้นทบทวนอีกครั้งคืนก่อนวันงาน

จำเป็นต้องมีรถ standby ตลอดวันหรือไม่?

ขึ้นกับจำนวน wave, VIP schedule, ผู้ที่อาจกลับก่อน และข้อกำหนดของพื้นที่จอด ถ้าไม่มีรถ standby ต้องเขียนวิธีเรียกรถ ระยะเวลาที่ supplier รับปาก และผู้อนุมัติค่าใช้จ่ายให้ชัดก่อนเดินทาง

Badge ของทุกงานที่ SECC ใช้กฎเดียวกันหรือไม่?

ไม่ควรสมมติว่าเหมือนกัน ให้ตรวจเว็บไซต์และอีเมลของผู้จัดอีเวนต์ล่าสุดสำหรับการลงทะเบียน เอกสารยืนยัน เวลาเปิดเคาน์เตอร์ re-entry และข้อกำหนดผู้เยี่ยมชม โดยใช้หน้า SECC ทางการช่วยยืนยัน venue, hall และช่องทางติดต่อ

ถ้าผู้ร่วมทริปแยกกลับเองต้องทำอย่างไร?

กำหนดให้แจ้งหัวหน้าคันก่อนออกจาก passenger list ระบุว่าจะไม่ขึ้นรถคันใด และยืนยันเมื่อถึงจุดหมายตามนโยบายบริษัท วิธีนี้ช่วยไม่ให้รถรอคนที่เปลี่ยนแผนโดยไม่มีใครทราบ

สนใจจัดทริป?

ปรึกษาทีมงานฟรี

สอบถาม / จองแพ็คเกจ
Line: @bens
LINE QR

สแกน QR หรือคลิกปุ่มด้านล่าง

โทรสอบถามได้ที่
065-459-5565